การดำน้ำ

UNDERWATER DIVING: การดำน้ำแบบต่างๆ

 

การดำน้ำตื้น ที่เรียกว่า สน็อกเกิ้ล (Snorkeling) หรือ สกิน ไดฟ์ (Skin Dive) เป็นการดำน้ำตื้นที่มีความลึกไม่เกิน 0.9 เมตร ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่ของปะการังหลายชนิดที่อุดมสมบูรณ์และสวยงาม มีพืชและสัตว์ ใต้น้ำประเภทอื่น ๆ ประกอบกระแสน้ำไม่รุนแรง และน้ำใสสะอาด เป็นกิจกรรมที่สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับพืชและสัตว์ใต้น้ำ ได้ใกล้ชิดและเพลิดเพลินกับธรรมชาติใต้ทะเลที่มีสีสันสวยงาม โดยไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ มีเพียงแค่หน้ากากดำน้ำ ท่อหายใจ ชูชีพและตีนกบ

SCUBA

การดำน้ำลึกแบบ สกูบ้า (Scuba หรือ Self-contained Underwater Breathing Apparatus) เป็นการดำน้ำลึก ไม่เกิน 30 เมตร โดยการสวมหน้ากากดำน้ำ และใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจใต้น้ำ คือ ถังอากาศ และตีนกบ ซึ่งจะทำให้ สามารถเพลิดเพลินและใกล้ชิดกับธรรมชาติใต้ทะเล ได้มากกว่าการดำแบบสน็อกเกิ้ล จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่การดำน้ำประเภทนี้ต้องมีทักษะ และความเชี่ยวชาญระดับหนึ่ง

SNUBA

การดำน้ำลึกแบบ สนูบ้า (Snuba หรือ Self Non-contained Underwater Breathing Apparatus) เป็นการดำน้ำแบบใหม่ ที่ใช้อากาศจากบนผิวน้ำแทนการพกถังอากาศลงไปใต้น้ำ โดยมีอุปกรณ์ดำน้ำพื้นฐานแค่ หน้ากาก ตีนกบ เข็มขัดถ่วงน้ำหนัก และท่ออากาศ ยาวไม่เกิน 6 เมตร ต่อเข้ากับเครื่องส่ง หรือถังอากาศที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำด้วยทุ่นลอย ทำให้สามารถเคลื่อนที่ไปได้เรื่อยๆตามแรงดึงของผู้ดำน้ำ การดำน้ำแบบ Snuba เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มี C-card หรือบัตรประจำตัวนักดำน้ำ แต่อยากจะทดลองใช้เครื่องช่วยหายใจใต้น้ำ หรืออยากจะชมความงามใต้ท้องทะเล ซึ่งจะคล้ายกับ Sea Walker แต่ สกูบ้า ต้องใส่ตีนกบ แล้วว่ายไปเรื่อยๆ

บทความจาก Supersports Summer Catalog 2016 หน้า 64

 

การดำน้ำเบื้องต้น

อุปกรณ์ต่างๆ ในการดำผิวน้ำ

  1. หน้ากาก ใช้สำหรับป้องกันไม่ให้น้ำเข้าตา ขณะที่เราจุ่มหน้าอยู่ใต้น้ำ ก่อนลงน้ำควรจะล้างกระจกหน้ากากให้สะอาดใสเพื่อที่เราจะได้มองเห็นโลกใต้น้ำแบบชัดเจน แจ่มแจ๋ว สดใสสวยงาม… เมื่อเราดำน้ำไปสักพักหน้ากากจะเป็นฝ้าขุ่นมัว หรือบางครั้งมีน้ำรั่วเข้าไปบางส่วนซึ่งเราก็อาจจะจัดการกับปัญหานี้ด้วยการหยุดพัก และถอดหน้ากากออกล้างกับน้ำทะเล ก่อนที่จะสวมใส่และดำน้ำต่อไป

 2.ท่อหายใจ หรือ Snorkel ท่อหายใจนี้เราต้องคาบไว้ขณะที่ดำน้ำ เพื่อให้เรามีอากาศหายใจเมื่อหน้าเราจมอยู่ในน้ำ เพื่อมองดูโลกใต้     น้ำและความสวยงามต่างๆ ปลายของท่อส่วนหนึ่งจะอยู่บนผิวน้ำ และเราต้องคาบปลายอีกด้านหนึ่งไว้เพื่อดูด อากาศบริสุทธิ์ที่อยู่         เหนือผิวน้ำนั้นมาใช้ในการหายใจ โดยที่เราไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมาจากผิวน้ำนั่นเอง

 3. ชูชีพ เป็นอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย สำคัญที่สุดสำหรับคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น ควรสวมไว้เพื่อให้เรามั่นใจว่ายังไงก็ไม่จม แต่มีข้อเสียก็      คือ เวลาที่เราเห็นสิ่งที่น่าสนใจใต้น้ำ เราจะดำลงไปไม่ได้ อันที่จริงตัวของคนเราจะไม่จมน้ำอยู่แล้ว ถ้าเราดำผิวน้ำแบบใช้การ              ลอยตัวโดยไม่ใช้ชูชีพจะทำให้เราคล่องตัวมากขึ้น แต่วิธีนี้แนะนำสำหรับผู้ที่มั่นใจในทักษะการว่ายน้ำของตนเองเท่านั้น เพื่อความ        ปลอดภัยยังไงก็สวมชูชีพไว้ดีกว่า กันไว้ดีกว่าแก้

 

การดำน้ำลึก หรือการดำน้ำแบบ Scuba ย่อมาจากคำว่า Self Contained Underwater Breathing Apparatus การดำน้ำแบบ Scuba นี้เป็นการดำน้ำแบบดำลึกลงไปใต้ผิวน้ำ เหมือนๆ กับเราเป็นปลาว่ายอยู่ในน้ำ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ แค่เรามีอุปกรณ์สำหรับการหายใจใต้น้ำและเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับการดำน้ำที่ถูกต้อง เราก็จะสามารถลงไปแหวกว่ายอยู่ในโลกใต้น้ำแบบใกล้ชิดกับฝูงปลาและปะการังได้สบาย

ผู้ที่จะดำน้ำแบบ Scuba ได้นั้น จะต้องผ่านหลักสูตรการเรียนดำน้ำที่อบรมมาเป็นพิเศษ และได้รับบัตร ดำน้ำอย่างถูกต้องเสียก่อน จึงจะสามารถดำน้ำลึกได้ เพราะหากมิได้ผ่านการฝึกอบรมมาอย่างถูกวิธี การดำน้ำลึกก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ สำหรับผู้ที่ได้รับบัตรดำน้ำอย่างถูกต้องแล้ว ก็ไม่ควรดำน้ำลึกตามลำพัง เพราะตามกฎความปลอดภัยในการดำน้ำทั่วโลกนั้น ยึดถือระบบบัดดี้ หรือการมีเพื่อนคู่ใจไว้คอยช่วยเหลือขณะอยู่ใต้น้ำ นอกจากนี้จุดดำน้ำลึกส่วนใหญ่ต้องใช้เรือในการเดินทาง และมีไดฟ์มาสเตอร์ที่ชำนาญในการดำน้ำลงสู่จุดหมาย ผู้สนใจจึงควรติดต่อกับทัวร์ดำน้ำ ซึ่งให้บริการจัดการดำน้ำแบบเป็นกลุ่ม จะสะดวกและปลอดภัยกว่า

 

สำหรับอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำน้ำลึกก็มีดังนี้ 

  1. ถังอากาศ เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดเลยค่ะ หน้าที่ของมันก็คือเก็บอากาศไว้สำหรับให้เราใช้หายใจเมื่ออยู่ใต้น้ำนั้นเอง ถังอากาศมีหลายขนาดแต่ขนาดมาตรฐานคือ 11.5 ลิตร ถังหนึ่งจะดำได้นานประมาณ 40-50 นาทีในกรณีที่ดำไม่ลึกมาก อากาศที่อัดลงในถังก็คืออากาศรอบๆ ตัวเรา

  2. ชุดปรับความดันและสายช่วยหายใจ จากหัวถังเราจะต้องเอาชุดปรับความดันมาต่อ อากาศที่อัดมาในถังมีแรงดันมากกว่าความดัน         ปกติรอบตัวเราประมาณ 200 เท่า ถ้าเราเปิดใช้โดยตรงจากหัวถังแรงดันจะสูงมาก จนก่อให้เกิดอันตรายได้ค่ะ เพราะแรงดันมันสูง         มากขนาดที่ว่าถ้าเปิดใส่หน้าเราจังๆ แรงดันก็จะดันจนเบ้าตาทะลุได้เลยทีเดียว ดังนั้นหากต้องการเปิดดูว่าถังไหนมีลมหรือไม่จะ           ต้องหันทางออกของลมไปในทิศทางที่อื่นที่ไม่โดนหน้าเราหรือหน้าใครๆ ชุดปรับแรงดันนี้จะลดความดันสูงจากในถังให้เป็นความ         ดันที่ต่ำพอเหมาะสำหรับการหายใจ และจากชุดปรับความดันก็จะมีสายเชื่อมต่อมาสำหรับเราใช้หายใจ

  3. ชุดดำน้ำ หรือ Wet Suit ชุดดำน้ำมีหลายแบบทั้งแบบเสื้อเปียก Wet Suit และเสื้อแห้ง Dry Suit เสื้อเปียกคือชุดปกติของนักดำน้ำ       ที่คนใส่ลงน้ำแล้วเปียก ส่วนเสื้อแห้งคนใส่ดำน้ำขึ้นมาแล้วตัวไม่เปียก ซึ่งเป็นชุดที่ใช้กรณีที่ดำน้ำในเขตน้ำเย็นจัดเท่านั้น

Wet Suit มีประโยชน์ในการช่วยปรับอุณหภูมิของร่างกาย เพราะเมื่อเราดำลึกลงไปใต้ผิวน้ำ ก็จะยิ่งหนาวมากขึ้นๆ Wet Suit เป็นฉนวนชนิดหนึ่ง ลักษณะเป็นฟองน้ำนิ่มๆ แต่เหนียว หนาประมาณ 2-3 มม. มีหน้าที่ป้องกันความร้อนจากตัวเราไม่ให้ถ่ายเทไปสู่น้ำมากเกินไป ช่วยให้เราไม่หนาวสั่นเมื่ออยู่ใต้น้ำนานๆ Wet Suit มีทั้งแบบขายาวแขนยาว และแบบขาสั้นแขนสั้น แบบสั้นก็ราคาถูกดี แบบยาวก็ป้องกันได้ดี ซึ่ง Wet Suit ยังสามารถช่วยให้ลอยตัว และยังช่วยปกป้องผิวหนังเราในกรณีที่เราไปสัมผัสกับพืชหรือสัตว์มีพิษโดยบังเอิญอีกด้วย

  1. ตีนกบ หรือเรียกว่า Fin ใช้เพื่อช่วยให้เราดำน้ำได้คล่องตัวมากขึ้น ตีนกบบางชนิดเหมือนตีนกบเลยทีเดียว แต่รุ่นใหม่ๆ จะออกแบบเหมือนหางปลาวาฬ ประโยชน์ของมันคือทำให้เรามีแรงส่งให้ว่ายน้ำได้เร็วขึ้น Fin มีมากมายหลายแบบให้เลือก แต่ชนิดใหญ่ๆ แบ่งเป็น 2 แบบคือ Full Foot คือฟินแบบสวมเข้าไปทั้งเท้าเหมือนใส่รองเท้า ซึ่งมีราคาถูกกว่า อีกแบบคือแบบ Open Hill คือแบบเปิดส้น ซึ่งจะต้องใส่รองเท้าก่อนที่จะใส่ฟิน ซึ่งดีที่ถอดง่ายใส่ง่ายและกระชับ แต่แพงและหนัก แล้วยังต้องเสียเงินซื้อรองเท้าด้วย

 5.  เข็มขัดตะกั่ว ปกติแล้วคนเราจะไม่จมน้ำ เพราะปอดเป็นเหมือนลูกโป่งขนาดใหญ่ในร่างกายเรา ยิ่งเราใส่ Wet Suit ยิ่งทำให้ตัวเรา       ลอยน้ำ ถึงแม้จะมีถังอากาศแบกอยู่บนหลังก็จะไม่จมไปใต้น้ำ แต่จะจมปริ่มน้ำ ดังนั้นเราจึงต้องหาของหนักๆ มาถ่วง เพื่อให้จมไป         ใต้น้ำ ส่วนใหญ่ใช้ตะกั่วเพราะมีราคาถูก

 6.  หน้ากากดำน้ำ หรือที่เรียกว่า Mask มีไว้เพื่อป้องกันน้ำทะเลเข้าตา และช่วยให้การมองเห็นใต้น้ำของเราดีขึ้น หน้ากากดำน้ำมี             มากมายหลายแบบ บางแบบก็สามารถถอดเปลี่ยนใส่เลนส์สายตาได้ด้วย บางครั้งนักดำน้ำแบบ Scuba นิยมติด Snorkel ไว้ที่             หน้ากากด้วยเพื่อที่จะใช้หายใจเมื่ออยู่บริเวณผิวน้ำ ทั้งนี้เพื่อประหยัดอากาศในถังที่เก็บไว้ใช้ใต้น้ำนั่นเอง     นอกจากอุปกรณ์เหล่า       นี้แล้วก็ยังมีอุปกรณ์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น BCD ไฟฉายใต้น้ำ มีดดำน้ำ ฯลฯ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้เมื่อคุณไปฝึกดำน้ำลึกนั้น ผู้                   เชี่ยวชาญจะแนะนำคุณได้ว่าต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง และมีวิธีการใช้อย่างไร ซึ่งในการดำน้ำลึกนี้คุณไม่สามารถฝึกด้วยตนเองได้         อย่างแน่นอนค่ะ หากสนใจก็ลองปรึกษาบริษัททัวร์ที่มีบริการดำน้ำได้เลยนะคะ ซึ่งมีอยู่มากมายหลายที่

 

วิธีการคุมการจมลอย: การเติมลมและปล่อยลมจาก BCD

เพื่อนๆ เวลาดำน้ำคงต้องการที่จะปรับตัว ให้เป็นกลางตลอดเวลาใช่ไหมล่ะครับ (ยกเว้นเวลาลอยตัวบนผิวน้ำ และเวลาจะดำลง) เพื่อจะได้ไม่เหนื่อยเกินไป และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมใต้น้ำ เคยเห็นเพื่อนๆ นักดำน้ำหลายคน ต้องใช้เวลามาก และประสบกับความลำบากเวลาปรับการจมลอย หากท่านเป็นคนหนึ่งในนั้น ลองทำตามนี้ดูนะครับ

เวลาดำน้ำลงไป ให้พยายามปรับการจมลอยตลอดเวลา

อย่าปล่อยให้ตัวจมดิ่งลงไปเหมือนกับก้อนหิน วิธีนี้จะทำให้เราเป็นกลาง จนกระทั่งถึงความลึกที่หมาย และปรับให้เป็นกลางง่ายขึ้นครับ

การปรับการจมลอยตลอดเวลานั้น ก็หมายความว่าตั้งแต่ศีรษะมุดน้ำลงไปเลยนะครับ ฉะนั้น เราจะไปปล่อยลมออกจนหมด BCD นั้นไม่ได้ ต้องค่อยๆ ปล่อย แล้วก็พยายามหายใจออกยาวๆ ตัวเราจะจมช้ามากครับ บางครั้งถึงขนาดเวลาหายใจเข้าแรงๆ หรือยาวๆ ตัวก็จะกลับลอยขึ้นมาอีก พยายามฝึกบ่อยๆ ทุกครั้งที่ดำลง ก็จะชำนาญมากขึ้นครับ

ครั้นพอตัวลงไปได้สักนิดหนึ่งแล้ว แรงกดดันของน้ำ จะทำให้ตัวเราจมลงง่ายกว่าเดิม จนกระทั่งอาจจะจมเกินไป ตอนนี้ก็ต้องเติมลมเข้า BCD ทีละนิดเช่นกันครับ เติมลมแล้ว ลองหายใจเข้าดูซิ ว่าเราสามารถหยุดอยู่กับที่ ไม่จมไม่ลอยได้หรือไม่ แล้วจึงค่อยๆ หายใจออกยาวๆ ต่อครับ

เวลาดำน้ำ หากจะปรับการจมลอย ก็ให้เติมลม หรือปล่อยลมออกทีละนิด

ช่วงแรกๆ อาจจะต้องหันหน้าไปดูปริมาณลม ที่ปล่อยออกด้วยนะครับ เคยเห็นนักดำน้ำหลายคน ปล่อยลมออกมากเกินไป เพราะนึกว่ากดนิดเดียวมันคงไม่ออกไปเยอะ เมื่อเราหันไปดูปริมาณอากาศบ่อยๆ เข้า เราก็จะรู้เองว่ากดขนาดไหน ลมออกเท่าไร ต่อไปก็ไม่ต้องหันไปดูแล้ว จนกว่าจะเปลี่ยนอุปกรณ์ดำน้ำใหม่

เวลาปล่อยลมออก เคยเห็นนักดำน้ำหลายคน พยายามปล่อยลมออกจากท่อ ขณะที่ตัวอยู่ในแนวขนาน ทำอย่างนั้น กดเท่าไรลมก็ไม่ออกนะครับ เพราะลมจะไปอยู่ในส่วนบน (กลางหลังของนักดำน้ำที่ทำตัวขนาน) ของ BCDหมด หากจะปล่อยลมให้มีประสิทธิภาพ ต้องทำตัวตั้งขึ้นตรงๆ ครับ หากกลัวว่าทำตัวตั้งตรงแล้วจะลอยขึ้น ก็ให้ปักศีรษะดำดิ่งลงไป สักนิดหนึ่งก่อน แล้วค่อยงัดศีรษะขึ้นตั้งตรงครับ

การปล่อยหรือเติมลมทีละนิดนี่ ต้องทดสอบด้วยการหายใจด้วยนะครับ ว่าปล่อยหรือเติมพอดีหรือยัง เช่น หากเราตัวจมเกินไป เราก็ต้องเติมลมเข้า BCD นิดหนึ่ง แล้วจึงหายใจเข้ายาวๆ ดูซิว่าเราหยุดจมไหม หากยังจมอยู่ ก็ให้เติมเข้าไปอีกนิดหนึ่ง แล้วหายใจเข้ายาวๆ ใหม่ จนกว่าตัวจะหยุดอยู่กับที่นั่นแหละครับ

ในทางตรงกันข้าม หากตัวเราลอยเกินไป เราก็ต้องปล่อยลมออกจาก BCD ปล่อยแล้วลองหายใจออกยาวๆ ดูซิว่าเราหยุดลอยหรือไม่ก่อนนะครับ หากไม่หยุดลอยค่อยเติมลมเข้าอีกนิดหนึ่ง

การปรับด้วยการเติม และปล่อยลมนี่ จำเป็นต้องรอเวลาสักชั่วขณะหนึ่งนะครับ เวลาเราปล่อยลมแล้วนี่ ตัวเราจะไม่จม (หรือหยุดลอย) ทันที คนที่ไม่มีประสบการณ์อาจจะปล่อยลมอีก เพราะนึกว่ายังปล่อยไม่พอ ทำให้ตัวจมเกินไป หรือเวลาเติมลม ตัวเราก็จะไม่ลอยทันที (หรือหยุดจม) เหมือนกัน คนที่ไม่รู้ก็อาจจะเติมลมอีก เพราะนึกว่าลมเข้าไม่พอ ทำให้ตัวลอยอีก

เคยเห็นนักดำน้ำเติมลม ปล่อยลม สลับกันไปอย่างนี้ตลอดเวลา น่าเหนื่อยแทนครับ แถมสงสัยว่าอากาศ 3000 psi นี่น่าจะใช้หายใจจริงๆ แค่ 500 psi กระมังครับ อีก 2500 psi คงเอาไปปล่อย และเติมลมน่ะครับ

เขียนโดย ดร. พิชิต เมืองนาโพธิ์

 

Safety Stop

ในปัจจุบัน เราจะพบว่านักดำน้ำดำน้ำกันลึก เป็นเรื่องปกติธรรมดา และการทำ deep stop และ safety stop ก็เป็นเรื่องปกติ ที่นักดำน้ำทำกัน เพื่อความปลอดภัยโดยทั่วกัน นับตั้งแต่มีการนำเอาหลักการ ของการทำ safety stop มาใช้ เมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้ว

เราคงคิดว่า เทคนิคการทำ safety stop คงจะไม่มีอะไรยากเย็น หรือซับซ้อน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การทำ safety stop นั้น มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง และเทคนิคทักษะที่ละเอียดอ่อนหลายอย่าง หากต้องการจะได้รับประโยชน์เต็มที่ จากการทำสิ่งนี้

เราควรทำ safety stop ก่อนจะจบทุกไดฟ์ เพราะมันจะทำให้เราคำนึงถึงการขึ้นสู่ผิวน้ำ และทำให้เราได้ฝึกทักษะการดำน้ำ มากขึ้น รวมถึงเราจะคำนึงถึงการหลีกเลี่ยง และป้องกัน DCS ในเวลาเดียวกัน และเช่นเดียวกัน ทักษะทุกชนิด การที่จะเกิด ความเชี่ยวชาญได้นั้น จะต้องมีการฝึกฝนทักษะเหล่านั้น จนกระทั่ง กลายเป็นการกระทำโดยอัตโนมัติ หรือทำจนรู้สึกเป็นธรรมชาติ นั่นเอง

การทำ safety stop นั้น เริ่มตั้งแต่ใต้ทะเลตรงพื้นนั่นแหละครับ โดยเราจะต้องคิดอยู่เสมอว่า จะต้องขึ้นสู่ผิวน้ำ หรือขึ้นสู่จุดที่จะทำ safety stop ให้ช้า สิ่งแรกคือ ต้องเอาอากาศออกจาก BCD เสียก่อน เพื่อไม่ให้เราลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำเร็วเกินไป จนควบคุมไม่ได้ การมีลมใน BCD นิดหน่อย เพื่อไม่ให้ต้องเตะขามากเกินไปนั้น เป็นเรื่องพอรับได้ แต่พลังหลักที่ใช้ในการขึ้น จะต้องเกิดจากแรงขาของเรา ไม่ใช่เกิดจากแรงยกของลมใน BCD ครับ การจมลอยของเราจะพอดี ก็ต่อเมื่อเราหยุดลอยขึ้น เมื่อเราหยุดเตะขา หากเราหยุดเตะขาแล้ว แต่ตัวยังลอยอยู่ ก็หมายความว่า เรามีอากาศใน BCD มากเกินไปแล้วครับ

ความเร็วในการขึ้นสู่ผิวน้ำ ในปัจจุบัน มีการตกลงกันในหมู่องค์กร เกี่ยวกับเวชศาสตร์ใต้น้ำว่า ความเร็ว 9 เมตรต่อนาทีนั้น เหมาะสมกว่าความเร็ว 18 เมตรต่อนาทีที่เคยเข้าใจกัน เพราะฉะนั้น หากใครใช้ Dive Computer ดำน้ำ ที่เตือนที่ความเร็ว 18 เมตรต่อนาที ก็ถึงเวลาที่จะเปลี่ยน Dive Computer ได้แล้วครับ

ทักษะต่อมาในการทำ safety stop ก็คือ การเตรียมพร้อมที่จะหยุดกลางน้ำ ทักษะนี้จะยากยิ่งขึ้น หากเราไม่มีเชือกหรือทุ่น ที่จะเป็นแนวกำหนด นักดำน้ำจำเป็นต้องสังเกต ว่ามีอากาศเพิ่มเข้ามาใน BCD ของตนหรือไม่ ขณะกำลังขึ้นนะครับ เพราะอากาศเพียงเล็กน้อย ที่อยู่ใน BCD ที่ความลึก จะขยายตัวได้มากขึ้น เมื่อเราขึ้นมาสู่ความตื้น หากเราไม่คอยสังเกต และปล่อยอากาศออกจาก BCD เราอาจจะลอยขึ้นเร็วโดยไม่รู้ตัว และไม่สามารถหยุดตรงจุด ที่เราจะทำ safety stop ได้ครับ

สิ่งที่ต้องคิดถึงอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ ถังอากาศของเรานั้น หากใช้จนเกือบหมดแล้ว จะลอยตัวมากกว่า ตอนที่มีอากาศอยู่เต็ม เมื่อเราทำ safety stop ท้ายไดฟ์ ที่อากาศในถังมีอยู่น้อย เราอาจจะตัวลอยมากกว่าที่คิดไว้ และทำ safety stop ด้วยความทุลักทุเล ก็เป็นได้ วิธีป้องกัน คือ ควรหาจำนวนตะกั่วที่เราต้องใช้ ด้วยการทำ Buoyancy Weight Check ในขณะที่อากาศมีอยู่น้อยในถังครับ หรือหากเราทำตอนถังเต็ม ก็ควรเพิ่มตะกั่วอีกสักก้อนหรือสองก้อนเผื่อไว้ก่อน ต้นไดฟ์จะรู้สึกหนัก แต่จะสบาย และปลอดภัยท้ายไดฟ์ครับ

สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาในเรื่อง safety stop ในปัจจุบัน คือ มีการเสนอแนวคิดการทำ deep stop การทำ deep stop นั้น คือ การหยุด ที่ความลึกประมาณครึ่งหนึ่งของความลึกสูงสุด ที่เราดำในไดฟ์นั้น เป็นเวลาหนึ่งนาที นอกเหนือจากการมีผลดีต่อระบบของร่างกาย ในการช่วยกำจัด Silent Bubble ได้ดีขึ้นแล้ว การทำ deep stop ยังช่วยให้เราไม่สามารถเร่งขึ้นสู่ผิวน้ำ อย่างรวดเร็ว อีกประการหนึ่ง เพราะหากเราดำน้ำที่ความลึก 30 เมตร และรู้ว่าจะต้องหยุดที่ความลึก 15 เมตรเป็นเวลาหนึ่งนาทีแล้ว เราก็จะไม่มีทางพรวดพราดขึ้น โดยไม่รู้ตัวได้อย่างแน่นอนครับ

ทักษะสำคัญต่อมา คือ การลอยตัวนิ่งๆ อยู่กลางน้ำ หรือที่เรียกกันว่า การทำ Hovering นั่นเองครับ คนที่จะทำ safety stop และ deep stop ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องมีทักษะนี้ ในระดับดีมาก หากนักดำน้ำไม่สามารถลอยตัวนิ่งๆ ได้ ก็จำเป็นต้อง เตะขาไม่หยุด เพื่อไม่ให้ตัวจมหรือลอย ซึ่งการออกแรงมากๆ แบบนั้น ไม่เหมาะสม และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็น DCS การที่นักดำน้ำผ่อนคลาย และหลีกเลี่ยงการออกแรงมากๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญในกระบวนการทำ safety stop ด้วย

ขั้นตอนในการทำ safety stop ไม่ได้หมดลง เมื่อเราลอยนิ่งๆ ที่ความลึกระหว่าง 4-6 เมตร เป็นเวลาตั้งแต่ 3-5 นาทีเท่านั้น นะครับ ข้อสำคัญต่อจากนั้น คือ ต้องขึ้นสู่ผิวน้ำช้าๆ มีนักดำน้ำจำนวนมาก เมื่อเห็นว่าหมดเวลา ในการทำ safety stop แล้ว ก็พุ่งพรวดอย่างรวดเร็วสู่ผิวน้ำทันที อย่างนี้อันตรายนะครับ เพราะที่ความลึกนี้ อากาศจะขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว และมากมายกว่า ที่ความลึกมากกว่านี้ ปอดของเราอาจจะระบายอากาศไม่ทัน และอาจเกิดการปอดฉีกขึ้นมาได้

สุดท้าย เมื่อขึ้นมาบนเรือหรือบนฝั่งแล้ว สิ่งที่เราต้องคำนึงถึง เป็นอันดับต่อไป คือ ต้อง “พัก” ครับ อย่าลุกขึ้นไปทำอะไร ที่ไม่จำเป็นสักระยะหนึ่ง อาจจะสักสิบหรือยี่สิบนาที เพราะอันที่จริงแล้ว safety stop สุดท้ายที่เราทำนั้น ไม่ได้ทำที่ความลึก สามถึงห้าเมตรหรอกครับ safety stop สุดท้ายจริงๆ นั้น อยู่บนผิวน้ำต่างหาก เมื่อเราขึ้นมาอยู่บนผิวน้ำระหว่าง Surface Interval นั้น ร่างกายเรา ยังมีไนโตรเจน หลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะ ช่วงขึ้นมาใหม่ๆ จะมีหลงเหลืออยู่มาก และค่อยๆ ลดลงจนเหลือน้อยมาก หรือเป็นปกติ ภายใน 24 ชม.

เพราะฉะนั้น เมื่อขึ้นมาสู่ผิวน้ำหรือขึ้นบนเรือช่วงแรก ก็ควรอยู่นิ่งๆ พักผ่อนให้สบายสักระยะหนึ่ง แล้วค่อยเริ่มทำกิจกรรม ที่ต้องทำ เช่น เก็บล้างอุปกรณ์ดำน้ำ หรือช่วยเหลือเพื่อนๆ ขึ้นสู่เรือครับ

เขียนโดย ดร. พิชิต เมืองนาโพธิ์

 

การขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างปลอดภัย

การขึ้นสู่ผิวน้ำ เมื่อเราจะจบการดำน้ำในแต่ละไดฟ์นั้น เป็นเรื่องที่สำคัญมาก อาจจะเรียกได้ว่า เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง ในการดำน้ำก็ว่าได้ เนื่องจากอันตรายที่หากจะมี จากการดำน้ำ มักจะเกิดขึ้น ขณะขึ้นจากความลึก สู่ความตื้น มากกว่า อย่างไรก็ดี อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ จากการขึ้นสู่ผิวน้ำนั้น หลีกเลี่ยงได้โดยง่าย หากนักดำน้ำมีความระมัดระวัง และทำตามขั้นตอนของความปลอดภัยทุกครั้ง

ปัญหาที่มักจะพบอยู่บ่อยๆ ก็คือ นักดำน้ำทราบขั้นตอน ในการขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างปลอดภัย เป็นอย่างดี แต่อาจจะไม่สนใจ ที่จะทำตามขั้นตอนนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อดำน้ำจนเกิดความชำนาญแล้ว จะข้ามขั้นตอนของความปลอดภัย กันหลายอย่าง ด้วยกัน

สำหรับขั้นตอนในการขึ้นสู่ผิวน้ำที่ปลอดภัย ในความเห็นของผมน่าจะมีดังนี้ครับ

ตกลงและให้สัญญาณกับบัดดี้ของเรา เนื่องจากว่าการพลัดหลงกับบัดดี้ มักจะเกิดขึ้นโดยง่าย และเกิดขึ้นบ่อยๆ ขณะดำลง และดำขึ้น จึงควรให้สัญญาณกับบัดดี้ว่า จะเริ่มดำลง หรือจะเริ่มขึ้นสู่ผิวน้ำ และหากดำน้ำไปเป็นกลุ่ม ก็ควรให้สัญญาณกับไดฟ์มาสเตอร์ หรือผู้นำกลุ่มด้วย จะยิ่งดีขึ้น

ตรวจสอบเวลาในการดำน้ำ เนื่องจากมีหลายครั้งที่นักดำน้ำ ขึ้นมาสู่ผิวน้ำ ขึ้นมาบนเรือแล้ว ลืมตรวจสอบเวลาในการดำน้ำ (bottom time) และทำให้ยาก ต่อการวางแผนการดำน้ำ ครั้งต่อไป การตรวจสอบด้วยการดูนาฬิกา หรือเครื่องมือจับเวลาใต้น้ำ ก่อนที่จะเริ่มขึ้นมาสู่ผิวน้ำ จะเป็นวิธีการที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราทำจนเป็นนิสัย การขึ้นสู่ผิวน้ำจะยิ่งสะดวก และปลอดภัยยิ่งขึ้น หากเราสามารถหาสิ่งที่จะใช้ช่วยในการขึ้น เช่น เชือกสมอ เชือกทุ่น ผนังหน้าผา กำแพงใต้น้ำ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชือกนั้น จะช่วยให้เราสามารถควบคุม อัตราความเร็ว ในการขึ้น ได้เป็นอย่างดี หากเราไม่มีเครื่องช่วยเหล่านี้ เราก็ควรที่จะให้ความสนใจกับอุปกรณ์ของเรา เช่น มาตรวัดความลึก และ นาฬิกา เพื่อจะควบคุมอัตราความเร็วในการขึ้น นอกจากนั้น เราต้องคอยระวังกระแสน้ำ ควรสังเกตฟองอากาศ ควรสังเกตบัดดี้ของเรา ในขณะเดียวกันด้วย

ควรเตรียมพร้อมก่อนที่จะเริ่มขึ้น นักดำน้ำควรจับท่อ low pressure inflater ชูขึ้นไว้ ก่อนที่จะเริ่มขึ้น ที่ให้จับท่อไว้ ไม่ใช่ให้เติมลม เพื่อช่วยในการขึ้น นะครับ การเติมลมเพื่อช่วยให้ขึ้นได้ง่ายขึ้นนั้น ควรจะหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด เนื่องจากหากไม่ชำนาญ หรือหากไม่ได้รับการฝึกฝนอย่างดีพอแล้ว จะทำให้เราขึ้นสู่ผิวน้ำด้วยความเร็วสูงเกินไป เนื่องจากการขยายตัวของอากาศในเสื้อ BCD ของเรา การจับท่อเอาไว้นั้น เพื่อจะได้คอยปล่อยลมออกจาก BCD เมื่อรู้สึกว่าอากาศขยายตัว และทำให้อัตราความเร็วของเราเพิ่มขึ้น นั่นเองครับ ในขณะเดียวกัน เราชูท่อปล่อยอากาศเอาไว้ในมือซ้าย มือขวาของเราก็ควรที่จะยกชูขึ้น เหนือศีรษะไว้ด้วย เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ศีรษะของเราไปกระแทกกับอะไร ขณะที่ขึ้น จริงอยู่ครับ ถึงแม้ว่าเราจะเงยหน้า ในขั้นตอนต่อไปของการขึ้นอย่างปลอดภัย แต่การชูมือไว้เป็นนิสัยนั้น จะยิ่งทำให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น เนื่องจากบางครั้ง เราอาจมองไม่เห็น สิ่งที่อยู่เหนือศีรษะ หรือบางครั้ง เราก้มลงไปดูอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นต้องคอยสังเกต เช่น นาฬิกา มาตรวัดความลึก หรือ Dive Computer

ก่อนจะเริ่มขึ้นสู่ผิวน้ำ การเตรียมพร้อมมีอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญ คือการเงยหน้าและหมุนไปรอบๆ เพื่อจะดูว่ามีอะไรขวางทางเราอยู่หรือไม่ ขณะที่เราจะเริ่มว่ายขึ้นสู่ความตื้น หากไม่เงยหน้า และไม่หมุนตัวดูให้ดี เราอาจว่ายขึ้นไปชนกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่เหนือตัวเราขึ้นไป บางครั้งอาจเกิดการบาดเจ็บขึ้นก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากไปชนเอาสัตว์ทะเลที่มีพิษ เช่น แมงกะพรุน

จากนั้นก็เริ่มการว่ายน้ำขึ้นสู่ผิวน้ำ จะต้องช้า ยิ่งช้าเท่าไรยิ่งดี จากเอกสารหลายฉบับที่ค้นคว้ามา ก็พบว่า มีการแนะนำให้ขึ้น ด้วยความเร็วไม่เกิน 18 เมตร (60 ฟิต) ต่อนาที และยิ่งไปกว่านั้น หลายแหล่งแนะนำ ว่าควรขึ้นให้ช้ากว่านั้นอีก คือควรเป็น 9 เมตร (30 ฟิต) ต่อนาที ซึ่งความเร็วขนาดนี้ ช้ามากๆ ช้ากว่าที่เราขึ้นตามฟองอากาศ ที่เราหายใจออกมากนักครับ

อัตราความเร็วในการขึ้นสู่ผิวน้ำนั้น มีบางที่แนะนำให้ใช้ความเร็ว 18 เมตรต่อนาที เมื่ออยู่ที่ลึกเกิน 18 เมตร และเปลี่ยนมาใช้ความเร็ว 9 เมตรต่อนาที เมื่อขึ้นมาตื้นกว่า 18 เมตร โดยมีเหตุผลรองรับที่ดี แต่คงไม่สามารถ เอามาเขียนไว้ได้ในที่นี้ครับ เนื่องจากข้อความจะยาวเกินไป

ขณะที่เราว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำนั้น ก็ควรที่จะเงยหน้าและมองไปรอบๆ อยู่อย่างสม่ำเสมอด้วยนะครับ ส่วนการหายใจของเรานั้น ก็ควรหายใจอย่างปกติที่เราดำน้ำกัน คือหายใจยาวๆ ลึกๆ และเน้นเรื่องการหายใจออก ให้สมบูรณ์แบบมากหน่อย ก็จะยิ่งดีครับ สิ่งสำคัญก็คือ ห้ามกลั้นหายใจโดยเด็ดขาดนะครับ

เมื่อเราขึ้นมาถึงความลึกที่ 5 เมตร (15 ฟิต) ก็เป็นการดีที่เราจะหยุด อยู่ที่ความลึกนั้นสักพักหนึ่ง การหยุดตรงนี้ มีเหตุผลหลายประการครับ

ประการแรก คือเพื่อให้เราได้ระบายไนโตรเจน ออกจากร่างกายของเรา เพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นไปกว่า การขึ้นสู่ผิวน้ำโดยตรง หรือที่เรียกกันจนชินปากว่าการทำ Safety Stop นั่นเองครับ

ประการที่สอง คือเราจะได้ให้โอกาส ให้ปอดของเราปรับแรงดัน และลดความเสี่ยงในการเป็น Air Embolism ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเสี่ยงมาก ขณะที่ขึ้นมาช่วง 1 หรือ 2 เมตรสุดท้าย

ประการที่สาม คือการผ่อนคลายจากความเครียด ในการระวังขณะที่เราขึ้นมา และเราจะได้สังเกตบัดดี้ของเรา ว่าเรียบร้อยดีหรือเปล่า

ประการที่สี่ คือ เราจะได้สังเกตว่า มีเรือหรือสิ่งกีดขวางอื่นๆ ที่จะขวางทางของเรา ขณะที่เราจะขึ้นสู่ผิวน้ำหรือไม่

การหยุดที่ความลึก 5 เมตรนี้ ควรหยุดอย่างน้อยสามนาที แต่หากว่าเราดำน้ำลึกมาก หรือดำน้ำนานมาก หรือรู้สึกว่าเหนื่อย หรือหนาว กว่าการดำตามปกติของเราแล้ว ก็น่าจะเป็นการดี ที่เราจะยืดเวลา ในการหยุดที่ความลึกนี้ ให้นานไปกว่านี้อีกครับ

ขณะที่เราหยุดอยู่ที่ 5 เมตร (15 ฟิต) นี้ หากเราอยู่กลางน้ำ ก็เป็นการดีที่เราจะใช้ทุ่นไส้กรอก (Safety Sausage) ยิงขึ้นไปสู่ผิวน้ำ เพื่อให้คนข้างบน ไม่ว่าจะเป็นเรือของเราเอง หรือเรือของคนอื่นๆ ได้เห็นว่า มีนักดำน้ำที่กำลังจะขึ้น อยู่บริเวณนี้ ทุ่นดังกล่าวนี้ มักมีรูปทรงยาว เมื่อยิงขึ้นไปแล้ว จะชูอยู่เหนือผิวน้ำประมาณ 1 – 1.50 เมตร และจะมีเชือกที่ยาวประมาณ 5 เมตรห้อยอยู่ใต้น้ำ เมื่อเรายิงขึ้นไปแล้ว เราก็สามารถจับปลายเชือกไว้ และค่อยๆ ขึ้นมาตามเชือกของทุ่นไส้กรอกนี้ได้เลย อย่างไรก็ดี การใช้ทุ่นไส้กรอกนี้ ควรมีการฝึกฝน ให้เกิดความชำนาญในการใช้งานเสียก่อน ก่อนที่จะนำไปใช้จริง เพราะบางคน (รวมทั้งตัวผมเอง) ก็เคยยุ่งวุ่นวายหนัก กับการใช้งานเจ้าทุ่นนี้มาแล้ว ใหม่ๆ จะรู้สึกเหมือนกับเป็นลิงทอดแหเชียวละครับ ก็เจ้าเชือกทุ่นที่ยาวประมาณ 5 เมตรนั่นแหละ พันแข้งพันขายุ่งไปหมด บางคนถูกทุ่นไส้กรอก ดึงขึ้นสู่ผิวน้ำ โดยไม่ตั้งใจก็มี แต่หากฝึกฝนแล้ว ก็จะสามารถใช้ได้โดยปลอดภัยครับ

เมื่อเราขึ้นมาสู่ผิวน้ำแล้ว ควรหันไปสังเกตสิ่งรอบๆ ตัว หน้ากากก็ควรให้ใส่ไว้บนใบหน้าก่อน เพราะอาจมีคลื่นซัดเข้าหน้าเราได้ ควรเปลี่ยนไปใช้สนอร์เกิ้ล หรือใช้เร็กฯ ต่อไปหากมีคลื่นสูง เราจะได้ไม่สำลักน้ำ เมื่อตั้งตัวได้แล้วก็ควรหันไปให้สัญญาณ OK กับคนบนเรือ หรือคนบนฝั่ง ที่คอยสังเกตเราอยู่ครับ เวลาขึ้นจากน้ำ ก็ควรคอยอยู่ห่างๆ จากบันไดนะครับ หากขึ้นจากเรือ เพราะว่าบางครั้ง คนที่ขึ้นไปก่อนเรา อาจจะเสียหลัก ตกลงมาในน้ำอีก และหากเราไปรออยู่ใต้บันได โอกาสที่เราจะถูกทับ หรือถูกถังอากาศหล่นใส่ ก็มีมาก เดี๋ยวถังอากาศเขาแตกหักเสียหายไป จะต้องชดใช้กันเยอะครับ ถอดเข็มขัดตะกั่ว ส่งให้กับคนบนเรือ จับราวบันไดเอาไว้ให้ดีเวลาถอดฟิน รวบอุปกรณ์ไว้จะได้ไม่ไปพันกับบันได หรือสิ่งอื่นๆ เวลาขึ้นมา แล้วจึงค่อยๆ ปีนบันไดขึ้นมา อย่างระมัดระวังครับ

สรุปแล้วก็คือ 5 Points Ascend ของ PADI นั่นแหละครับ

ให้สัญญาณ

เช็คเวลา

ชูท่อ low pressure inflator ชูมือ

เงยหน้า หมุนไปรอบๆ

ว่ายน้ำขึ้นช้าๆ

เขียนโดย ดร. พิชิต เมืองนาโพธิ์

 

ป้องกันปัญหาจากการดำน้ำ

เวลาไปดำน้ำ ปัญหาหลายอย่างอาจเกิดขึ้นได้ เช่น การเกิดโรคอันเนื่องจากแรงกดดัน (Decompression Illness) อากาศหมด อากาศน้อย เหนื่อยเกินไป ฯลฯ

หลักง่ายๆ ต่อไปนี้อาจจะช่วยป้องกันปัญหาอันอาจจะเกิดขึ้นได้บ้างครับ

รักษาสภาพ และสมรรถภาพทางกายให้ดีอยู่เสมอ การไปออกกำลังกายทั้งแบบแอโรบิค และแอนแอโรบิคนั้น มีประโยชน์สำหรับการดำน้ำเป็นอย่างมาก เพราะกิจกรรมดำน้ำนั้น บางครั้ง บางสถานการณ์ ก็เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ กำลังกายหนักถึงหนักมากก็มีครับ การที่ร่างกายฟิตจะทำให้ใช้อากาศน้อยลง และมีโอกาสเสี่ยงจากโรค อันเกิดจากแรงกดดันได้น้อยลงด้วยครับ

พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ ก่อนที่จะไปดำน้ำ ทั้งสองอย่างนี้เป็นปัจจัยสำคัญ ในการที่ทำให้เราเกิดโรคเบนด์ ได้ครับ นักดำน้ำมักเผชิญปัญหานี้บ่อยๆ เสียด้วย เช่น การเดินทางไปดำน้ำอาจทำให้นอนไม่พอ หรือการไปดำน้ำ ทำให้เราเกิดภาวะร่างกายขาดน้ำได้ง่ายๆ ภาวะขาดน้ำอาจเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ และน้ำอัดลมอีกด้วย สตรีที่มีรอบเดือนก็อาจเกิดภาวะขาดน้ำได้ง่าย คนที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ก็จึงควรที่จะดื่มน้ำเยอะๆ เป็นระยะ ก่อนจะลงดำน้ำนะครับ

ใช้อุปกรณ์ที่ได้รับการดูแลสม่ำเสมอ และสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากอุบัติเหตุจากการดำน้ำสามารถเกิดขึ้น จากอุปกรณ์ชำรุดเสียหาย หรือใช้การได้ไม่ดี เยอะเหมือนกันครับ

ใช้ชุดป้องกันการสูญเสียความร้อนให้เพียงพอ หากเราหนาวเกินไปเวลาดำน้ำ ก็ทำให้เกิดการเสี่ยงต่อการหมดสติใต้น้ำได้ และเสี่ยงต่อการเป็นเบนด์ด้วยครับ

รักษาทักษะการดำน้ำให้สม่ำเสมอ นักดำน้ำที่ขาดหายจากการดำน้ำเป็นเวลานาน อาจจะลืมหรือไม่สามารถทำทักษะที่สำคัญ และจำเป็นได้ ควรหมั่นไปดำน้ำ หรือหากไม่ได้ดำน้ำนานๆ ควรไปฝึกฝนในสระ หรือให้ Divemaster พาทำการ Check Dive ก่อนดำน้ำเที่ยวจริงเสียก่อนนะครับ

ดำน้ำภายใต้ขีดจำกัดของ ตารางดำน้ำ หรือ Dive Computer สำหรับการดำน้ำ อยู่ภายใต้ขีดจำกัด หมายถึง ไม่ดำจนถึงขีดจำกัด สูงสุดด้วยก็ดีนะครับ ดำน้ำให้ติดดีคอมบ่อยๆ ไม่ใช่ความเท่แน่นอนครับ

ขึ้นสู่ผิวน้ำให้ช้า สำหรับทุกไดฟ์

ทำ Safety Stop ท้ายการดำน้ำทุกครั้ง (ยกเว้นไดฟ์ที่ดำตื้นกว่า 5 เมตรนะครับ)

อย่าดำน้ำ หากรู้สึกว่าร่างกาย หรือจิตใจไม่พร้อม อย่าปล่อยให้ตัวเราถูกกดดัน ด้วยสถานการณ์รอบข้าง เช่น เพื่อนๆ ยุ เสียดายเงิน ฯลฯ หากเราไม่พร้อม หรือรู้สึกไม่พร้อม ไม่ดำดีกว่าครับ ได้ไม่คุ้มเสียครับ

หากเกิดอาการป่วยจากการดำน้ำ ให้ปฏิบัติการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง และไปพบแพทย์โดยด่วน อย่าประมาทว่าเกิดอาการ เพียงนิดหน่อยเท่านั้น เนื่องจากอาการของโรคของการดำน้ำนั้น อาจจะแย่ลงได้อย่างรวดเร็วมากครับ นักดำน้ำจำนวนมาก ก็ไม่ค่อยจะยอมรับ หรือไม่ยอมรับการรักษา ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองป่วย จากการดำน้ำด้วยซ้ำไป เพราะคนเข้าใจกัน (ผิดๆ) ว่า มีแต่นักดำน้ำที่แย่ ไม่มีวินัยเท่านั้น ที่ป่วยหรือเป็นเบนด์ เพราะการดำน้ำครับ

เขียนโดย ดร. พิชิต เมืองนาโพธิ์

 

การดำน้ำกลางคืน (Night Dive)

การดำน้ำกลางคืน

หากท่านเป็นคนที่ดำน้ำเฉพาะเวลากลางวัน ท่านต้องรู้ตัวว่าได้ขาดอะไรไปหลายอย่าง สำหรับการดำน้ำทีเดียว สัตว์ทะเลหลายชนิดแอบซ่อนตัวอยู่ในเวลากลางวัน และจะออกมาหากินในเวลากลางคืนเท่านั้น บางครั้งเวลาไปดำน้ำกลางคืน ก็เคยพบเห็นสัตว์ที่ไม่ค่อยเห็นกลางวัน เช่น พวกกุ้ง ปู ปลาหมึกชนิดต่างๆ ปลากระเบน เคยเห็นกุ้งมังกรออกมา เดินไปเดินมาที่พื้นทะเล สัตว์ทะเลที่หากินกลางวันหลายชนิด ก็ไปซ่อนตัว หรือซุกซ่อนในเวลากลางคืน เช่นปลานกแก้ว อาจจะหนีไปนอนหลับอยู่ใต้กอปะการัง บางตัวก็พ่นเมือกมาคลุมรอบตัว ที่เรียกกันว่าปลานกแก้วกางมุ้งไงล่ะครับ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เราจะเห็นได้เฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น

สีสันต่างๆ ที่ถูกกลืนหายไปเวลาดำน้ำกลางวัน ก็จะเจิดจ้าขึ้นมาในเวลากลางคืน เนื่องจากแสงไฟจากไฟฉายของเรา แน่นอนครับ การดำน้ำในเวลากลางคืนนั้น เป็นเรื่องน่าสนุก น่าตื่นเต้น และท้าทายในตัวของมันเอง สำหรับคนที่ไม่เคยดำน้ำกลางคืน ทางที่ดีที่สุดก็คือ ไปเรียนในหลักสูตรการดำน้ำกลางคืน ซึ่งมีทั้งเป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตร Advanced Open Water Diver หรือเน้นเรียนเฉพาะดำน้ำกลางคืน ในหลักสูตร Night Diving Specialty เนื่องจากการไปเรียนเป็นเรื่องเป็นราวดังกล่าว จะทำให้สามารถดำน้ำได้อย่างสนุกสนาน และปลอดภัยมากกว่าเสี่ยงไปดำกันเอง โดยไม่รู้ครับ แต่อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่เรียนมาแล้ว การเรียนรู้ก็ไม่ได้สิ้นสุดอยู่ เพียงแค่จบหลักสูตรนะครับ ความรู้ยังมีให้แสวงหาอีกมากมายครับ

การเตรียมอุปกรณ์ในการดำน้ำกลางคืน

ควรมีไฟฉาย สิ่งที่แน่นอนที่สุดที่ควรจะมี สำหรับการดำน้ำกลางคืน แล้วไฟฉายดวงเดียวก็ไม่น่าจะพอเพียง สำหรับการดำน้ำอย่างสนุกสนาน และปลอดภัยนะครับ น่าจะมีอย่างน้อยสักสองดวง วิธีการเลือกไฟฉายดวงหลักของเรา ก็ควรเป็นไฟฉายขนาดใหญ่สักหน่อย และการจมลอยควรเป็นลบสักนิด เวลาทำตกลงไปในน้ำ มันจะได้หงายขึ้น และทำให้เรามีโอกาสหามันพบได้ง่าย

ส่วนไฟฉายดวงสำรองของเรานั้น ก็น่าจะมีขนาดเล็ก หากจะให้ดี ควรเล็กพอที่จะเก็บใส่กระเป๋าเอาไว้ และสามารถนำไปใช้ ในเวลากลางวันได้ด้วย ไฟทั้งสองดวงของเรา หากจะให้ดีควรจะมีสายรัด สำหรับดวงหลักก็ควรรัดติดข้อมือไว้เลย ส่วนดวงสำรองก็น่าจะมีห่วง หรือคลิปสำหรับติดไว้กับตัวเราเช่นกัน สำหรับไฟฉายที่มีอยู่สองกระบอกนั้น จุดมุ่งหมายสำหรับดวงสำรองก็คือ เอาไว้ใช้ขึ้นเวลาไฟฉายดวงหลักดับนะครับ ไม่ใช่เอาไว้ดำต่อเวลาดวงหลักดับไปแล้ว เนื่องจากหากไฟฉายทั้งสองของเราดับไป การขึ้นก็จะยากลำบากกว่ามีไฟหลายเท่า รวมทั้งการให้สัญญาณกับเรือก็จะทำได้ยาก ลองนึกดูนะครับ หากเราไม่มีไฟฉายเวลาขึ้นมาที่ผิวน้ำ แล้วจำเป็นต้องขึ้นมาห่างจากเรือ ขณะที่มีกระแสน้ำ เรืออาจจะไม่เห็นเรา แล้วกระแสน้ำก็พัดพาเราห่างจากเรือไป ความรู้สึกตอนนั้น คงไม่ค่อยจะอยู่เย็นเป็นสุขเท่าไรนักนะครับ

ไฟอีกประเภทหนึ่งที่น่าใช้งาน คือไฟที่สามารถติดกับศีรษะของเรา เวลาเรามองไปทางไหน ก็จะหันไฟไปทางนั้น ทำให้มือทั้งสองของเราว่าง ไม่ต้องคอยถือไฟฉายอยู่ สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ ต้องไม่หันไปมองหน้าใคร เพราะแสงไฟของเรา ก็จะส่องเข้าหน้าเขาไปด้วย อาจทำให้ผู้นั้นมองอะไรไม่เห็นไปสักพัก นอกจากไฟฉาย สำหรับส่องมองสิ่งต่างๆ แล้ว ไฟอีกชนิดหนึ่งที่น่าจะมีก็คือไฟ Marker Light สำหรับให้คนอื่นๆ มองเห็น และหาตัวเราได้ ไฟ Marker Light นี้มีทั้งแบบไฟแว๊บ หรือไฟที่ติดอยู่ตลอดเวลา การใช้ไฟแบบนี้ทำให้เกิดความสะดวก และลดโอกาสในการพลัดหลงกันในที่มืดเป็นอย่างดี

นอกจากนั้น การติดเทปสะท้อนแสงต่างๆ ไว้กับตัวเรา เช่นติดไว้กับ BCD ก็น่าจะดี เพราะทำให้คนอื่นเห็นเราชัดขึ้น ภายใต้แสงไฟฉาย เวลาขึ้นมาบนผิวน้ำ เรือก็สามารถที่จะเห็นเราได้โดยง่ายอีกด้วย สิ่งที่เราสามารถจะใช้สื่อสารกับเรือ เวลาขึ้นมาสู่ผิวน้ำแล้ว อาจจะมีนกหวีดดีๆ สักตัว และก็ Safety Sausage สักอันหนึ่ง ก็น่าจะทำให้อุ่นใจได้มากขึ้นเยอะ เนื่องจากทะเลนั้น อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ทุกเวลา เวลาที่เราเริ่มดำน้ำลงไป ทะเลอาจเรียบดังกระจก แต่เมื่อขึ้นมา อาจจะมีคลื่นลมรุนแรงก็เป็นได้ นกหวีดจะช่วยได้มากเวลาต้องการเรียกเรือ ขณะที่มีเสียงอื้ออึงของคลื่นลม และ Safety Sausage ก็จะเป็นประโยชน์กว่าการโบกมือ เรียกเรือในความมืดมิดอย่างแน่นอนครับ

นอกจากเรื่องไฟต่างๆ แล้ว หากใช้ Dive Computer ก็ควรเป็น Dive Computer ที่มีไฟ back light ทำให้การดำน้ำกลางคืนง่ายขึ้น เนื่องจาก Dive Computer ดำน้ำส่วนมาก มักจะไม่ใช้หน้าปัดเรืองแสงแบบเกจต่างๆ บน console ของเรา ที่เอาไฟฉายส่องไปแล้ว จะเรืองแสงให้เราอ่านได้โดยง่าย การส่องไฟฉายลงโดยตรงบนคอมพิวเตอร์ดำน้ำ อาจจะมองเห็นได้ไม่ชัดเจน เนื่องจากการสะท้อนแสงของกระจกหน้าปัด

console ของเรา ก็น่าจะเก็บเอาไว้ให้แนบสนิทกับลำตัว เพื่อป้องกันการลากไปถูกสิ่งต่างๆ หรืออาจจะติดขัดกับวัตถุอื่นๆ ใต้น้ำ วิธีการที่ดีสำหรับการใช้ console เวลาดำน้ำกลางคืนก็คือ เอาเสียบไว้ด้านในของ BCD หรือเสียบไว้ใต้แถบรัดหน้าอกของ BCD เวลาจะใช้งานก็เพียงแต่ก้มลงไปมอง ดีกว่าที่จะปล่อยไว้ข้างๆ ตัว ซึ่งจะทำให้เกิดอุบัติเหตุโดยง่าย

การตรวจสอบอุปกรณ์ เวลาจะไปดำน้ำกลางคืนนั้น ควรจะตรวจสอบให้ละเอียดถี่ถ้วนสักหน่อย เช่นการทำ predive safety check ก็ควรจะทำอย่างตั้งใจ รวมทั้งการคุ้นเคยกับอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะต้องใช้ ควรลองหลับตา และถอด ใส่ อุปกรณ์ต่างๆ ให้ชำนาญ เช่นการใช้ low pressure inflater การหามีดดำน้ำ การหยิบ octopus ฯลฯ การฝึกแบบนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมาก เวลาที่เกิดเหตุการณ์จำเป็นขึ้น

การดำลงเวลากลางคืน

การดำลงนั้น ควรจะเป็นท่าศีรษะอยู่ด้านบนนะครับ เพื่อไม่ให้เกิดการงุนงง หลังจากดำลงไป ที่ควรจะทำเวลาดำลงอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ควรจะใช้สายเชือกเป็น reference จะยิ่งทำให้การดำลง ปลอดภัยยิ่งขึ้นครับ สายนี้อาจจะเป็นสายสมอ สายเชือกทุ่นที่เราทิ้งไว้ หรือเชือกทุ่นที่มีตามแหล่งดำน้ำทั้งหลายก็ได้ครับ การใช้เชือกจะช่วยในการควบคุมอัตราความเร็วของการลง ช่วยให้การปรับแรงดัน ในโพรงอากาศของเราง่ายยิ่งขึ้น และที่สำคัญ ทำให้ลดความวิตกกังวล ขณะที่เรากำลังปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมในความมืดครับ

เวลาที่เราดำลงไป ตั้งแต่ลงจากเรือ เราควรเปิดไฟฉายไว้ตลอดนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาลงจากเรือ ควรส่องไฟลงไปข้างล่างก่อน ที่จะลงจากเรือด้วย แต่เมื่อเราถึงพื้นทะเลเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่น่าจะทำอย่างหนึ่งก็คือ ลองดับไฟฉาย ขณะที่เรานั่งอยู่กับที่อย่างมั่นคงแล้วดูนะครับ การดับไฟสักสองสามนาที จะทำให้ตาของเราปรับตัวเข้ากับความมืด และเราก็จะได้ทราบว่าเราสามารถมองเห็น ได้มากน้อยแค่ไหนหากไม่มีไฟฉาย อาจจะช่วยได้นะครับ หากเกิดเหตุการณ์ไฟฉายของเราดับ หลังจากดำน้ำไปแล้ว

เวลาที่เราดำน้ำลงไปกลางคืน ต้องระมัดระวังมือ และเท้าของเรามากกว่าปกติสักหน่อยนะครับ เนื่องจากอาจจะไปถูกสัตว์ทะเลมีพิษได้โดยง่าย หากเราวางมือ วางเท้าของเราโดยไม่ระมัดระวัง ตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น หอยเม่นไงล่ะครับ บางทีมือเท้าของเราก็ไปโดนเข้าโดยง่าย โดยเฉพาะเวลากลางคืน

ขณะดำน้ำ

การนำทางใต้น้ำควรจะทำอย่างง่ายๆ เช่นเดินทางเป็นเส้นตรงไป และกลับ จะทำให้ง่ายต่อการกลับมาที่สายเชือก เมื่อเราจะขึ้นจากน้ำ และทำให้เราสามารถขึ้นมาที่ผิวน้ำใกล้ๆ กับเรือของเรา

เวลาดำน้ำกลางคืน ควรตรวจสอบทิศทางเข็มทิศของเรา และมาตรวัดความลึก มาตรวัดความดันให้บ่อย กว่าการดำน้ำตามปกติสักหน่อยนะครับ เนื่องจากในความมืดนี้เราอาจจะหลงทิศ หรือลงไปลึกเกินกว่าที่ตั้งใจไว้ ได้โดยง่าย หากเราเชื่อสัญชาตญาณของเรามาก อาจจะผิดพลาดได้ง่าย ควรเชื่ออุปกรณ์ของเราดีกว่าครับ การดำน้ำกลางคืน บางครั้งก็ทำให้เกิดอาการหลงทิศ Vertigo ได้ง่ายๆ เหมือนกันนะครับ หากเกิดขึ้น และเราชักงงว่าทางไหนขึ้นทางไหนลงกันแน่ ลองพ่นฟองอากาศ และสังเกตดูนะครับ ฟองอากาศจะไหลขึ้นสู่ผิวน้ำเสมอ

ป้องกันการพลัดหลงกับบัดดี้

ในการดำน้ำกลางคืน เราจะรู้สึกเห็นความสำคัญของการมีบัดดี้เป็นอย่างมาก มากกว่าเวลาดำน้ำกลางวันเยอะเลยครับ งานง่ายๆ ที่สามารถทำได้เองเวลากลางวัน อาจจะกลายเป็นงานยากเวลากลางคืน การมีบัดดี้จะทำให้ทุกอย่างง่ายดาย และปลอดภัยขึ้นเยอะเลยครับ

เวลาดำน้ำกับบัดดี้ เราควรระมัดระวังการส่องไฟฉายของเรา ไม่ให้ฉายเข้าหน้าของบัดดี้ ไม่งั้นเขาอาจจะมองเราไม่เห็น หาเราไม่เจอ ที่สำคัญคือ อย่าปล่อยให้ไฟฉายของเรา แกว่งไปมากับสายรัดข้อมือ ขณะที่เปิดไฟอยู่ บางทีทำให้เพื่อนกลุ่มอื่นๆ เวียนศีรษะไปด้วย

ก่อนจะลง เราควรทบทวนสัญญาณมือ สัญญาณไฟฉาย และตกลงกัน เรื่องการสื่อสารอื่นๆ กับบัดดี้ของเราให้ดีเสียก่อน ด้วยนะครับ สัญญาณไฟฉายบางที่อาจใช้แตกต่างกันไป ควรตกลงกันให้ดีก่อน เช่น OK = ส่องไฟฉายเป็นวงกลม เป็นต้นครับ เวลาเราจะเรียกบัดดี้ของเราด้วยไฟฉาย ทางที่ดีก็ควรส่องไฟไปด้านหน้าเขา ส่องที่พื้นที่เขากำลังมองอยู่ และสั่นแสงไฟไปมา ก็จะทำให้เข้าใจได้ว่ากำลังเรียกกันครับ ไม่ควรส่องไฟไปตรงๆ ที่หน้าของเขา หรือหากจะส่อง ควรส่องไปที่ฟิน หรือลำตัวของบัดดี้ จะดีกว่าเยอะครับ สุดท้าย หากพลัดหลงกันไปแล้ว ก็ควรดับไฟของเรา หรือปิดแสงไฟ และมองหาบัดดี้สักหนึ่งนาที ก่อนที่จะขึ้นมาพบกันบนผิวน้ำครับ การบังแสงไฟ หรือปิดแสงไฟ อาจจะทำให้เรามองเห็นแสงไฟของบัดดี้เราได้ง่ายขึ้นครับ แต่หากทั้งสองคนทำพร้อมๆ กัน ก็คงหากันไม่พบอยู่ดี ก็ควรทำไม่นานเกินไปครับ สักหนึ่งนาที หากไม่พบก็ขึ้นดีกว่าครับ

การขึ้นสู่ผิวน้ำ

ก็ควรขึ้นช้าๆ และก็ไม่ควรเว้นการทำ Safety Stop ด้วยนะครับ ส่วนมากนักดำน้ำจะขึ้นค่อนข้างเร็ว เวลากลางคืน ความกังวล และการมองไม่เห็นอาจทำให้คุณ ขึ้นมาเร็วกว่าทิ่คิดไว้นะครับ

ขณะที่ขึ้น ควรถือ inflater และ console ข้างหน้าของเรา สูงกว่าศีรษะเล็กน้อย ส่องไฟหา console และฟองอากาศพร้อมๆ กัน และควรดูทั้งสองอย่าง เพื่อตรวจสอบความเร็วในการขึ้นครับ การมองฟองอากาศ จะทำให้สามารถประมาณความเร็วในการขึ้นได้ และแสงไฟที่ส่องขึ้นด้านบน จะทำให้เราสามารถมองเห็น สิ่งที่อยู่เหนือศีรษะเราครับ

ขึ้นมาก็ควรเหลืออากาศไว้ มากกว่าดำเวลากลางวัน สักหน่อยนะครับ บางทีเราอาจจะขึ้นไกลจากเรือ อาจจะมีความจำเป็นต้องใช้อากาศ ก็ควรเหลือสำรองไว้เยอะๆ หน่อยถึงจะดีครับ เมื่อขึ้นมาแล้ว ก็ควรให้สัญญาณกับเรือ เช่น ใช้ไฟแวบ ใช้ไฟฉายส่องบนศีรษะตัวเอง ใช้ไฟฉายส่องไปที่หัวเรือด้านล่าง หรือส่องไฟฉายเข้าใน Safety Sausage ของเรา ก็จะทำให้เรือเห็นเราได้ง่ายขึ้น

ขอให้สนุก และมีความสุขกับการดำน้ำกลางคืนครับ

เขียนโดย ดร. พิชิต เมืองนาโพธิ์

 

ดำน้ำลึกยังไงดี

เทคนิคการดำน้ำลึก สำหรับดำน้ำลึกครั้งแรก และทุกๆ ครั้ง

คุณดำน้ำอย่างเพลิดเพลิน ที่กำแพงใต้น้ำแห่งหนึ่ง ข้างใต้ดูเหมือนว่าจะไม่มีพื้น ข้างกำแพงด้านที่ลึกลงไป มีปะการัง แส้ทะเล ฟองน้ำ สีสวยสดงดงามเต็มไปหมด คุณหายใจออก และเริ่มดำลงไปเรื่อยๆ ปรับแรงดันในโพรงอากาศ เมื่อแรงกดดันของน้ำเพิ่มขึ้น ในขณะที่มาตรวัดความลึก มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นทุกที ใต้น้ำในความลึกนี้ สุ้มเสียงต่างๆ ก็เงียบสงบมากกว่าด้านบน การเคลื่อนไหว ก็ทำได้จำกัดกว่า เนื่องจากแรงกดดันที่มากมาย ขณะเดียวกัน ก็ทำให้เกิดความรู้สึกสงบ อย่างที่ไม่เคยนึกฝันมาก่อน ความท้าทาย และความรื่นรมณ์ของการดำน้ำลึกนี้เอง ที่ทำให้เห็นเด่นชัดว่าทำไม นักเรียนดำน้ำที่เพิ่งจบมา และถูกบอกไว้ว่าให้ดำน้ำ ได้ไม่เกิน 18 เมตร (60 ฟุต) นั้น บางครั้งเป็นเหมือนใบอนุญาต ให้เฝ้าดูงานปาร์ตี้ที่หน้าประตู ไม่ให้เข้าไปด้านใน การดำน้ำลึกลงไป ตั้งแต่ 18 เมตร (60 ฟุต) จนถึง 40 เมตร (130 ฟุต) นั้น นอกจากทำให้ มีพื้นที่สำรวจเพิ่มขึ้น เป็นสองเท่าแล้ว ยังมีประสบการณ์อื่นๆ อีกมากมาย ที่ไม่สามารถพบได้ในน้ำตื้น เช่น ซากเรือจมทั้งหลาย ที่มีปลาตัวโตๆ ก็มักอยู่ในน้ำลึก สิ่งที่แน่นอนที่สุด ก็คือ การดำน้ำลึกนั้น ควรต้องมีการระมัดระวังที่ดี โรคเบนด์ และการเมาไนโตรเจน มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่า ภายใต้ความลึกที่เพิ่มขึ้น การขึ้นแบบฉุกเฉิน ก็จะมีอันตรายเพิ่มขึ้น อีกหลายเท่า แต่หากคุณได้รับการฝึกอย่างถูกต้อง มีอุปกรณ์ที่มีคุณภาพครบครัน การดำน้ำลึกก็จะปลอดภัย และตื่นเต้น

ก่อนจะเริ่มดำน้ำลึก

1 เรียนในขั้นสูง

ใต้น้ำลึกกว่า 18 เมตรนั้น ความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ อาจจะทำให้เกิดปัญหาใหญ่โตขึ้นมาได้ ความผิดพลาดบางอย่างที่เกิดขึ้น เมื่อดำน้ำตื้นนั้น ไม่สามารถให้มันเกิดขึ้นได้ ขณะดำน้ำลึก การเรียนในชั้นเรียน Deep Diving หรือ Advanced Open Water Course จะสอนให้เกิดทักษะ ที่เฉพาะเจาะจง สำหรับการดำน้ำภายใต้ความลึกนี้ และสิ่งที่สำคัญ การเรียนระดับสูง จะเน้นหลักความปลอดภัย ที่คุณได้เรียนในขั้นต้นมาแล้ว เพื่อคุณจะได้ทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ในเวลาที่จำเป็นทุกๆ ครั้ง จุดหนึ่งที่น่าคิดคือ การใช้เทคนิค การดำน้ำให้ปลอดภัย ที่ได้เรียนมาในขั้นต้นแล้วนั้น มาสร้างให้เกิดเป็นนิสัย การดำน้ำของเราเอง

2 รักษาอุปกรณ์ดำน้ำ

เร็กกุเลเตอร์ของคุณนั้น เป็นสิ่งสำคัญ มันได้รับการดูแล และซ่อมบำรุงภายในหกเดือน ที่ผ่านมาหรือเปล่า หายใจได้สะดวก ดีหรือไม่ ท่าทางมีโอกาสจะรั่ว หรือ free flow หรือเปล่า มีฟองอากาศ ที่จุดเชื่อมต่อสายหรือไม่ เร็กฯ ทุกตัว จะมีประสิทธิภาพ เสื่อมลงทุกที ที่ถูกทิ้งไว้บนหิ้งเป็นเวลานานๆ และการไม่ทำการซ่อมบำรุง ก็เป็นสาเหตุหลักของเร็กฯ ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ควรนำไปซ่อมบำรุงวันนี้เลยนะครับ นอกจากนั้น บีซีดีมีรอยรั่วหรือเปล่า ปุ่มกดเติม และปล่อยลมทำงานดีหรือไม่ มีการติดขัด และมีฟองอากาศรั่ว ออกมาให้เห็นหรือไม่ เช่นเดียวกันนะครับ คอมพิวเตอร์มีการดูแลรักษาดีแค่ไหน แบตเตอรรี่ใช้มานานหรือยัง มาตรวัดความลึก มีความเที่ยงตรงหรือเปล่า และนานแค่ไหนแล้ว ที่คุณไม่ได้เอาอุปกรณ์ดำน้ำของคุณ ออกมาจากถุงเก็บ ทำความสะอาด และตรวจสอบมัน จุดสำคัญคือ สิ่งเล็กน้อยที่แค่ทำให้รำคาญ ในความลึก 10 เมตร อาจจะเป็นปัญหาร้ายแรง ที่ความลึกมากๆ ก็เป็นได้

3 ตั้งขีดจำกัด

การได้รับใบ certification ในการดำลึก ไม่ได้เป็นบัตรอนุญาตให้ดำลึก เกินขีดจำกัดของการดำน้ำแบบ recreational นั่นคือความลึก 40 เมตร (130 ฟุต) ทุกๆ วัน ทุกๆ ไดฟ์ ก่อนจะดำน้ำ ให้ตั้งขีดจำกัดส่วนตัวของคุณ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่มีอยู่ (เช่น กระแสน้ำ การมองเห็น อุณหภูมิ ความห่างไกลจากความช่วยเหลือ) การดำน้ำครั้งอื่นๆ ในวันนั้น ( จำนวนไดฟ์ และความลึก ) และปัจจัยส่วนตัว (ประสบการณ์ สุขภาพ และความรู้สึกของเราเอง) ให้พยายามต่อต้านความอยาก ที่จะดำลึกกว่าที่เราต้องการ เพราะคนอื่นเขาทำกัน

4 ตรวจสอบอุปกรณ์ สี่ครั้ง

คุณตรวจเอง บัดดี้ของคุณช่วยตรวจ และไดฟ์มาสเตอร์ตรวจอีกครั้งหนึ่ง จากนั้น ให้ทำการตรวจอุปกรณ์อีกครั้งบนผิวน้ำ ก่อนจะดำน้ำลงไป

5 อยู่กับที่ทำ Safety Stop

ควรมีถังอากาศเต็มพร้อมทั้งเร็กฯ ห้อยไว้ที่ความลึก 5 เมตร เพื่อให้คุณสามารถทำ safety stop แม้ว่าอากาศจะเหลือน้อย หากมีคานห้อยไว้ตามขวางกับถังอากาศ ก็จะทำให้นักดำน้ำสามารถทำ safety stop ได้พร้อมๆ กันหลายๆ คนโดยง่าย นอกจากนั้น น่าจะมีคลิปติดทุ่นตะกั่ว ในกรณีที่นักดำน้ำตัวลอย เพราะอากาศในถังมีน้อย

เมื่อดำลงไป

6 อยู่กับบัดดี้

หากมาตรวัดของคุณเสียไป คุณอาจจะต้องใช้อันสำรองของบัดดี้ และเป็นความคิดที่ดีอยู่แล้ว ว่าเราควรทำการเปรียบเทียบ มาตรวัดว่าแม่นยำหรือไม่ นอกจากนั้น บางเวลาคุณอาจจะต้องใช้อากาศของบัดดี้ เช่นกัน อย่าละเลยการสื่อสารก่อนลงดำน้ำ ให้ตกลงกันว่าจะใช้สัญญาณอย่างไร ให้บัดดี้ของเรารู้ว่า แหล่งอากาศสำรองของเรา อยู่ตรงไหนอย่างไร และใช้งานอย่างไร ในทางกลับกัน เราก็ต้องรู้จักแหล่งอากาศสำรอง ของบัดดี้ด้วย นอกจากนั้น คุณควรตกลงกันว่า จะดำลึกแค่ไหน ดำกันนานเท่าไร และการหยุดเวลาดำขึ้นมา จะทำอย่างไร หากทั้งคู่ใช้ตารางดำน้ำ ทั้งคู่ควรทำการคำนวน และได้คำตอบที่เหมือนๆ กัน มีนักดำน้ำจำนวนมาก ละเลยการรักษาบัดดี้ แต่ให้จำไว้ว่า ไม่ใช่เพียงแต่ตัวเราที่เสี่ยง บัดดี้ของเรา ก็ต้องมาเสี่ยงไปด้วย และมันเป็นความรับผิดชอบ เป็นหน้าที่ของเรา ที่จะต้องอยู่เวลาที่บัดดี้ต้องการเรา

7 ใช้เชือก สายในการดำ

ควรใช้เชือก reference line ทุกครั้ง ในการดำน้ำลึก เพราะมันจะช่วยให้คู่บัดดี้อยู่ด้วยกันได้ และสำคัญและจำเป็น ในการควบคุมอัตราการขึ้น กำแพงใต้น้ำ หรือเนินใต้น้ำ ก็สามารถใช้แทนเชือกได้เช่นกัน

8 ตรวจสอบอากาศบ่อยๆ

คุณคงทราบดี ว่าเราใช้อากาศเปลืองกว่าเมื่ออยู่ลึก ยิ่งบวกกับสิ่งแปลกใหม่ และความตื่นเต้นด้วย คุณจะแปลกใจอย่างมาก ที่เวลาผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน ควรตรวจมาตรวัดอากาศบ่อยๆ ควรขึ้นมาโดยมีอากาศสำรอง อย่างน้อย 500 psi นั่นคือเริ่มขึ้น เมื่ออากาศเหลือประมาณ 1000-1500 psi ขึ้นอยู่กับความลึก และเวลาใช้ในความลึกนั้น

9 ควบคุมการจมลอย

คุณจะจมลงอย่างรวดเร็ว เมื่อลงไปลึกมากกว่าเดิม ใต้ความลึกกว่า 18 เมตร เวทสูทของคุณจะมีการรัดตัว ถูกบีบให้บางลง จากแรงกดดันของน้ำ ที่ทำต่อฟองอากาศในเวทสูท ทำให้การลอยตัว ของเวทสูทที่ใส่มีน้อยลง หากคุณไม่สำรวจตรวจตรา มาตรวัดความลึก สม่ำเสมอแล้ว คุณอาจจะลงไปลึก เกินความลึกที่วางแผนไว้ก็ได้ คุณจำเป็นที่จะต้องเติมลมเข้าไปใน BCD เพื่อรักษาความสมดุลเอาไว้ในที่ลึก

ทั้งหมดนี้หมายความว่า อัตราความเร็วในการขึ้นของคุณ จะเพิ่มขึ้น เมื่ออากาศขยายตัวใน BCD ขณะที่คุณขึ้นมาจากที่ลึกสู่ที่ตื้น ให้ปล่อยลมออกจากบีซีดี ก่อนหน้าที่ตัวจะลอย ความเสี่ยงจากการเป็นโรคเบนด์นั้น ไม่ได้เกิดจากความลึกอย่างเดียว แต่เกิดจากการขึ้นมาจากความลึก เสียเป็นส่วนมาก

10 หายใจให้ลึกและช้า

เป็นสิ่งสำคัญ ในการดำน้ำลึก ที่ซึ่งอากาศมีความหนาแน่นสูง และไม่ผ่านเร็กกุเลเตอร์ ท่อทางเดินหายใจ และปอดของคุณ โดยง่ายนัก การหายใจลึก ทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์สมบูรณ์ขึ้น ยิ่งลงไปลึกเท่าไร การหายใจลึกๆ ช้าๆ ก็จะทำให้การหายใจ มีประสิทธิภาพมากขึ้น หากหายใจเร็ว จะทำให้เหนื่อย และต้องใช้อากาศมากขึ้น

11 โบกมือลา

อุปกรณ์ต่างๆ เช่น กล้อง หลุดมือลงไปในที่ลึก อย่าพยายามตามลงไป คุณอาจจะไม่ดูมาตรวัดความลึก และอาจจะลงไปลึก เกินกว่าที่จะขึ้นมาได้ โดยปลอดภัย นอกจากนั้น ความเหนื่อยเวลาไล่ตามอุปกรณ์ลงไป ก็อาจจะยิ่งเพิ่มโอกาส ในการเป็นโรคต่างๆ หากคุณเห็นคุณค่าของกล้อง มากกว่าชีวิตของคุณแล้ว คุณน่าจะเอากล้องทิ้งไว้ที่บ้านนะ

การขึ้นมา

12 ควบคุม ควบคุม และควบคุม

นักดำน้ำส่วนมาก ขึ้นมาเร็วกว่าที่ควรทำ อาจไม่เป็นไรที่ความลึกมากๆ และเมื่อคุณขึ้นมาถึง 18 เมตรแล้ว ความเสี่ยงต่อการ เป็นโรคเบนด์ จะเพิ่มขึ้นมากเลย นอกจากนั้น การขึ้นโดยไม่แซงฟองอากาศเล็กๆ นั้น ก็ไม่ค่อยจะแม่นยำนัก ฟองส่วนมากจะขยายตัว และใหญ่ขึ้น และจะเร็วขึ้นด้วย จะตามฟองไหนไป ก็ต้องดูให้ดีด้วยครับ การใช้คอมพิวเตอร์ ที่มีมาตรวัดความเร็วในการขึ้น เป็นวิธีการที่ดี ในการควบคุมอัตราการขึ้น หรือใช้วิธีการดูมาตรวัดความลึกกับนาฬิกา เพื่อจะได้ขึ้นมาด้วยอัตราระหว่าง 9-18 เมตรต่อนาที

13 ทำ Safety Stop

การหยุดที่ความลึก 5 เมตรเป็นเวลา 3 นาที นับเป็นมาตรฐานในการปฏิบัติ และยิ่งเป็นสิ่งสำคัญเวลาดำน้ำลึก หากเรามีโอกาส ที่จะระบายไนโตรเจนออกจากร่างกาย ก็จะเป็นการดี และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบนด์ได้ การไม่ทำ safety stop นั้น ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นเบนด์เพิ่มขึ้นมาก นอกจากนั้น การทำ safety stop ยังเป็นโอกาส ที่จะได้ปรับการจมลอย ปรับอุปกรณ์ของเรา ก่อนที่จะขึ้นเรือ รวมทั้งจะได้คอยระวังเรือ หรือใบจักรที่อยู่ด้านบนด้วย

เมื่อขึ้นมาบนผิวน้ำ

14 พักผ่อน

หลังจากการดำน้ำ ให้พักผ่อนให้มากที่สุด ให้คนที่ไม่ได้ดำน้ำทำงานหนักๆ เช่น ยกของ หรือดึงสมอ การออกแรงอาจทำให้เกิด microbubbles ฟองอากาศเล็กๆ ในกระแสเลือด และอาจมีผลกระทบ ต่อการระบายไนโตรเจนได้ นอกจากนั้น เมื่อขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อยสองสามชั่วโมง เนื่องจากผลของแอลกอฮอล์ อาจจะกลบอาการของเบนด์ได้

15 ดำซ้ำด้วยความระมัดระวัง

ตรวจสอบเวลาในการพักน้ำ และระวังเวลาในการดำน้ำ อย่างสม่ำเสมอ ระวังเป็นพิเศษ หากดำขึ้นลงบ่อยๆ การดำน้ำสั้นๆ บ่อยๆ อาจจะเสี่ยงมากกว่า การดำน้ำในเวลาเท่ากัน แต่อยู่ที่ความลึกเดียว

เขียนโดย John Francis, http://www.scubadiving.com/training
แปลและเรียบเรียงโดย ดร. พิชิต เมืองนาโพธิ์

 

ก่อนลงดำน้ำ

ในการดำน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในที่ที่มีความลึก หรือในสถานการณ์สิ่งแวดล้อม ที่ท้าทายกว่าสภาพปกติ การเตรียมพร้อม ก่อนการลงน้ำ เป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก สำหรับความปลอดภัย และความสนุกสนาน ในการดำน้ำครั้งนั้น สิ่งที่น่าคำนึงถึง สำหรับการเตรียมพร้อมก่อนลงน้ำ น่าจะมีดังต่อไปนี้ครับ

ให้ทำการตรวจสอบบัดดี้ ก่อนลงน้ำ (Buddy Check/Predive Check) อย่างละเอียด ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกี่ยวข้อง กับอากาศเป็นพิเศษ เช่น ตรวจสอบให้แน่ใจว่า อากาศในถังมีอยู่เต็ม ถึงแม้ว่าจะเห็นว่ามีอยู่เต็ม ก่อนที่จะตรวจสอบแล้วก็ตามที ก่อนลงน้ำต้องตรวจสอบอีกนะครับ บางที ถังหรือสายต่างๆ อาจจะรั่ว โดยที่เราไม่รู้ ขณะที่วางชุดดำน้ำ ที่ประกอบเสร็จแล้วไว้ ช่วงรอการดำน้ำไดฟ์ต่อไปก็ได้ สิ่งสำคัญอีกอย่าง ที่เรามักละเลยก็คือ แหล่งอากาศสำรอง (alternate air source) หรือ octopus ของเรานั่นแหละครับ ตรวจสอบให้ดีนะครับว่ามันยังทำงานได้ดีอยู่ บางครั้งเราเห็นว่ามี octopus แต่ไม่ได้ให้ความสนใจกับมัน เป็นเวลานานๆ มันอาจจะเสียไปแล้ว โดยที่เราไม่รู้ก็ได้ครับ

นอกจากนั้น ตรวจสอบให้ดีนะครับ ว่าวาล์วเปิดอย่างเต็มที่แล้ว วาล์วที่เปิดไม่สุดนั้น อาจจะทำงานได้เป็นอย่างดีในน้ำตื้น แต่พอลงไปลึกแล้ว อาจจะจ่ายอากาศไม่เพียงพอได้ ในกรณีนี้ สิ่งที่เราจะสังเกตเห็นได้ก็คือ เข็มของมาตรวัดแรงดันอากาศของเรา จะแกว่งขึ้นลง ในช่วงที่เราหายใจเข้า ให้เห็นได้อย่างเด่นชัด แสดงว่าวาล์วเปิดไม่สุดครับ

หลังจากนั้น ก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ที่เราจะได้ใช้วิชาจิตวิทยาให้เป็นประโยชน์แก่เรา ในการดำน้ำไดฟ์นั้นนะครับ วิธีการทบทวนในใจ (Mental Rehearsal) หรือการจินตภาพ (Imagery) เป็นเทคนิคที่ดีมาก สำหรับใช้ก่อนการแสดง ความสามารถทุกชนิด รวมถึงการดำน้ำด้วยครับ ให้เริ่มด้วยการหลับตาลง หายใจลึกๆ ช้าๆ ผ่อนคลายร่างกาย และจิตใจ ในขณะนั้นให้ได้เสียก่อน จากนั้นให้นึกภาพของการดำน้ำ ไดฟ์ที่จะถึงนั้นในใจ ให้ชัดเจนที่สุด เท่าที่จะทำได้ หากสามารถฝึก จนรู้สึกด้วยประสาทสัมผัสทั้งหมด คือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และการรับรู้การเคลื่อนไหวได้ด้วย ก็จะยิ่งดี ให้จินตนาการว่าตัวเรา และบัดดี้ทำการดำน้ำ ตามแผนที่วางไว้ ให้เห็นภาพ และรู้สึกทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มดำลงไป จนขึ้นมาสู่ผิวน้ำ เทคนิคเหล่านี้ อาจจะฟังดูเหมือนเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่จากการศึกษาวิจัย ทางจิตวิทยาการกีฬา ก็ได้ค้นพบ และมีหลักฐานยืนยันว่ามันได้ผล ทำให้ความสามารถดีขึ้นจริงๆ ครับ การจินตภาพ หรือการทบทวนทักษะในใจ จึงเป็นเทคนิค ที่นักกีฬาระดับโลกเกือบ หรือทุกคน ใช้ทำก่อนการแข่งขันเสมอ

Divemaster ที่สามารถและมีความรู้ เรื่องจิตวิทยาบางคน ก็อาจจะทำให้นักดำน้ำ ได้ทำการจินตนาการภาพดังกล่าวได้ โดยไม่รู้ตัว จากวิธีการบรรยายสรุปก่อนการลงน้ำ (Predive Briefing) ด้วยการบรรยาย จนเห็นภาพ และรับรู้ทุกขั้นตอน ของการดำน้ำไดฟ์นั้นครบ

สุดท้าย สิ่งที่ควรคำนึงถึงเป็นอย่างมาก ก่อนการดำน้ำก็คือ ต้องไม่ให้ใครมาเร่งให้เราลงน้ำ และต้องไม่เร่งตัวเองให้รีบลงน้ำ หากเรายังไม่พร้อมด้วยนะครับ เพราะการรีบเร่งลงน้ำ ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม มักทำให้เกิดความผิดพลาดเสมอ เราต้องต่อต้าน แรงกดดันจากกลุ่ม หรือแม้กระทั่ง Divemaster และกัปตันเรือ ที่จะเร่งให้เราลงน้ำนะครับ เพราะตัวเราเท่านั้น ที่จะเป็นผู้รับผิดชอบ และรับผลที่จะเกิดขึ้นครับ

เขียนโดย ดร. พิชิต เมืองนาโพธิ์